• sale@csithailand.com
  • +66 2040 4838  ,  +6694 787 9423
Blog

ทำไมการศึกษาระดับอุดมศึกษาจำเป็นต้องทำ Digital Transformation?

   การศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทยทุกวันนี้ มีผลกระทบมากมายจากการเปลี่ยนแปลงสัดส่วนของประชากรไทย ลองย้อนกลับไปเมื่อสมัยก่อนที่จำนวนมหาวิทยาลัยมีไม่มาก ผมเองอยู่ในยุคที่การศึกษาเฟื่องฟู มีการเปิดมหาวิทยาลัยใหม่ๆ เปิดโอกาสให้เด็กไทยได้เรียนถึงระดับปริญญากันมากมาย

   จากสัดส่วนการแข่งขันนักเรียนที่จบมัธยมกว่า 10 คน เพื่อแย่งที่นั่ง 1 ที่นั่ง กลางเป็นปัจจุบัน มีจำนวนที่นั่งในมหาวิทยาลัยมากกว่าจำนวนคนที่จะเรียนต่อ จนที่นั่งเหลือเกือบแสนที่นั่ง มหาวิทยาลัยจึงถึงยุคใหม่อย่างที่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยในปัจจุบันไม่เคยเจอมาก่อน เพราะตลาดการศึกษากลายเป็นผู้เรียนมีทางเลือกมากมาย ไม่ใช่สิ่งที่ผู้บริหารจะกำหนดได้ทุกอย่างเหมือนสมัยก่อนอีกต่อไป

   แล้วจะต้องทำอย่างไรต่อไปมหาวิทยาลัยจึงจะอยู่รอดต่อไปได้... กระแส Digital Transformation จึงเข้ามาถึงและจำเป็นต้องไปด้วย จะอยู่แบบเดิมๆ ไม่ได้อีกแล้ว...

   ระบบ IT เดิมของมหาวิทยาลัย แต่เดิมหน้าที่คือใช้แทนกระดาษ สิ่งจำเป็นยุคแรกๆ ของปัญหาในมหาวิทยาลัยคือการลงทะเบียนเรียน และการจัดการเงินค่าเทอมที่จ่ายให้เข้าระบบได้รวดเร็ว ถูกต้อง บริหารจัดการได้ง่าย ดังนั้นทุกๆ ที่จึงต้องมีระบบ Registra และจากระบบนี้เอง ก็ต่อยอด IT เป็นเรื่องอื่นๆ ต่อมาอีกมากมาย (จะค่อยๆ ทยอยเขียน)

   พอคนเรียนลดลง ระบบที่สำคัญที่สุดต่อไปจึงไม่ใช่แค่ระบบ Registra แล้ว... และจะเป็นระบบอะไรล่ะ?

Blog

มาดูกรณีศึกษาที่ต่างประเทศกันบ้างว่าจะแก้ปัญหามหาวิทยาลัยไม่มีคนมาเรียนอย่างไร การปรับตัวมี 3 แนวทาง คือ

   แบบแรก พยายามลดต้นทุนด้วยการนำระบบการเรียนแบบออนไลน์มาช่วยและเพิ่มความยืดหยุ่นในการเรียนการสอน แต่มหาวิทยาลัยที่เน้นการสอนออนไลน์หลายแห่งก็ยังประสบปัญหาอื่นตามมา เช่น ชื่อเสียงไม่ดึงดูดผู้เรียนมากพอ จำนวนผู้เรียนก็ไม่เพิ่มขึ้น เพราะโลกยุคใหม่ให้ความสำคัญกับความรู้ความสามารถมากกว่าวุฒิทางการศึกษา และเนื้อหาที่สอนก็ไม่ต่างจากสื่อทั่วไปทำให้ไม่ดึงดูดผู้เรียน จนทำให้ไปต่อไม่ได้
   แบบที่สอง คือการหันไปเปิดสาขาที่เป็นทางเลือกเฉพาะกลุ่ม เช่นเป็นสถาบันสำหรับช่าง วิศวกร ให้มหาวิทยาลัยมีจุดเด่นเฉพาะทางใดทางหนึ่ง แต่จะเป็นตัวเลือกแบบนี้ได้ต้องมีทรัพยากรพร้อม มีการทำวิจัย มีความร่วมมือกับอุตสาหกรรมล่วงหน้าหลายปี เพื่อเตรียมพร้อมในทุก ๆ ด้านว่าผู้ที่เข้ามาเรียนจะมีงานที่ดีรองรับแน่ ๆ
   แบบที่สาม ได้ผลมากกว่าแบบที่สอง คือพัฒนาตัวเองให้โดดเด่นด้านการสอน เป็นที่เลื่องลือในหมู่ผู้เรียน เพราะว่ามหาวิทยาลัยที่เป็นแบบที่สอง ก็จะพบว่ายังมีความเชี่ยวชาญที่ซ้ำกันอยู่ จนต้องมาแข่งแย่งผู้เรียนกันอีก ดังนั้นจึงกลายเป็นว่ามหาวิทยาลัยที่อยู่ได้เพราะมีทุนดึงตัวอาจารย์ที่มีชื่อเสียงไว้ได้
   ลองย้อนไปดูสัก 10 ปีที่แล้ว สถาบันชื่อดังอย่าง MIT กล้าเอาคลิปการสอนบางวิชาที่โดดเด่นด้านการสอนขึ้นเปิดเผย คนทั่วไปบอกว่าทำแบบนี้จะไม่มีคนไปเรียน เพราะดูเอาเองได้ฟรี ๆ ไม่ต้องลงทะเบียน แต่ที่ผ่านมากลับมาคนอยากเข้าไปเรียนอย่างมากมาย เพราะคนยังต้องการครู ยังต้องการการปฏิสัมพันธ์กับผู้สอน ยังต้องการปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนคนอื่น ๆ ที่การเรียนการสอนออนไลน์ใด ๆ มาทดแทนได้
   ดังนั้นการเรียนการสอนแบบดิจิทัล ทำได้ในเรื่องการถ่ายทอดความรู้แบบง่าย ๆ แต่ยังมีเรื่องวิธีการจี้จุดอ่อนจุดแข็งของผู้เรียนโดยครูที่เก่ง ๆ ยังไม่สามารถทดแทนได้ หรือแม้กระทั่งเคล็ดลับต่าง ๆ ที่มีความรู้แอบซ่อนอยู่ ความรู้เหล่านี้จะถ่ายทอดได้จากครูที่เก่งจริง ๆ เท่านั้น
   มหาวิทยาลัยจะปรับตัวอย่างไร อย่างแรกต้องไม่ใช่ขายเพียงความรู้อีกต่อไป แต่ต้องขายประสบการณ์ชีวิตที่มีรายละเอียดที่จำเป็นต่อชีวิตสำหรับผู้เรียนอีกด้วย